สหราชอาณาจักรเตรียมล็อกดาวน์เวลส์

รัฐบาลเวลส์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร ประกาศเข้าสู่มาตรการล็อกดาวน์ครั้งที่สอง เป็นเวลานานกว่า 2 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค. นี้ เพื่อหวังยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ว่านายมาร์ค เดรกฟอร์ด รัฐมนตรีที่หนึ่งของเวลส์ แถลงเมื่อวันจันทร์ ว่านับตั้งแต่เวลา 18.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันศุกร์ที่ 23 ต.ค.  ( 00.00 น. วันเสาร์ตามเวลาในประเทศไทย ) จนถึงวันที่ 9 พ.ย. นี้ “ประชาชนทุกคนในเวลส์ต้องอยู่บ้าน” เพื่อร่วมกันยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ทั้งนี้ “กิจการไม่จำเป็น” และศาสนสถาน ต้องปิดให้บริการตลอดระยะเวลาดังกล่าว โดยภาครัฐเตรียมงบประมาณช่วยเหลือไว้แล้ว 300 ล้านปอนด์ ( ราว 12,136.96 ล้านบาท ) ขณะที่บุคคลซึ่ง “สมควรออกมาทำงานนอกบ้าน” ในช่วงเวลาล็อกดาวน์ ต้องเป็นผู้ที่มีภาระจำเป็นในระดับสูงสุดเท่านั้น นอกเหนือจากบุคลาการด้านสาธารณสุขและเจ้าหน้าที่รักษากฎหมาย
 
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของเวลส์เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่ไอร์แลนด์เหนือเตรียมยกระดับมาตรการทางสังคมเป็นเวลาอย่างน้อย 4 สัปดาห์ เริ่มตั้งแต่วันศุกร์นี้เช่นกัน ขณะที่สกอตแลนด์เพิ่มความเข้มงวดของกิจการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมบริการ ต่อยอดจากมาตรการของส่วนกลางในกรุงลอนดอน
 
อนึ่ง กระทรวงสาธารณสุขของสหราชอาณาจักรรายงานสถิติเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ในรอบวันที่ผ่านมา ยืนยันผู้ติดเชื้อ 18,804 คน เป็นสถิติรายวันสูงสุดครั้งใหม่ และเสียชีวิตอีก 80 คน เพิ่มจำนวนผู้เสียชีวิตสะสมจากโรคดังกล่าวในประเทศเป็นอย่างน้อย 43,726 คน มากที่สุดในทวีปยุโรป ส่วนระดับการติดเชื้อพื้นฐาน หรือ “ค่าอาร์นอท” หรือ “อาร์ซีโร่” ของทั้งสหราชอาณาจักร ณ เวลานี้ อยู่ที่ระหว่าง 1.3 ถึง 1.5 หมายความว่าผู้ป่วย 10 คน สามารถแพร่เชื้อให้บุคคลรอบข้างได้อีก 13-15 คนโดยเฉลี่ย
 
ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลกลางในกรุงลอนดอนกำลังเร่งเจรจากับทางการเขตแมนเชสเตอร์ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 ของสหราชอาณาจักร เพื่อยกระดับเข้าสู่ “เทียร์ 3” ที่หมายถึงการต้องปิดสถานประกอบการทั้งร้านอาหารและบาร์  แต่รัฐบาลท้องถิ่นยังคงไม่พอใจ และกล่าวหานายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน กดดันให้ภาคเหนือ “ต้องเสียสละ” เพื่อรักษาเศรษฐกิจของภาคใต้ ซึ่งรวมถึงกรุงลอนดอน